http://www.watyaichaimongkol.net
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

เรื่องราว

ข่าวสาร

กระดานสนทนา

รวมภาพ

ดาวน์โหลด

ติดต่อ

 English

รักแท้...เป็นไฉน...? (ตอนที่ ๒)

รักแท้..เป็นไฉน...?

 

รักแท้...เป็นไฉน...(ตอนที่ ๒)

รักแท้คือ... “รักด้วยสมอง”

พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงเคยเล่าเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งผู้ที่มีความรักแท้ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น คือมีความรักอันประกอบไปด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา จนเป็นเหตุให้เกิดสันติสุขกับทุกๆ ชีวิต เรื่องมีอยู่ว่า

ในสมัยพุทธกาล มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง มีสามีชื่อว่าปุณณะ มีภรรยาชื่ออุตตรา และมีลูกสาวอยู่หนึ่งคนนางชื่อว่าอุตตรา ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับผู้เป็นแม่ ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่ยากจนอาศัยการรับจ้างทำนาเลี้ยงชีวิต

และเพราะความยากจนนี้เอง จึงทำให้นายปุณณะและครอบครัวไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวเตร่เฮฮาเหมือนกับครอบครัวอื่นๆ เขา ในทุกๆ เช้านายปุณณะผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวจะออกไปรับจ้างทำนาให้กับสุมนะเศรษฐีผู้มีทรัพย์ โดยมีภรรยาคู่ชีวิตเป็นผู้คอยนำอาหารไปส่งให้ ถึงแม้ครอบครัวจะยากจนด้านทรัพย์สมบัติก็จริง แต่ในด้านจิตใจแล้วครอบครัวนี้ไม่เคยจน เป็นผู้ที่รู้จักแบ่งปันเผื่อแผ่ให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเสมอๆ

ในเวลาเช้าของวันหนึ่ง ขณะที่นายปุณณะกำลังรับจ้างไถนาอยู่นั้น พระสารีบุตรเถระผู้ซึ่งออกจากนิโรธสมาบัติมาใหม่ๆ ท่านได้ตรวจดูว่า วันนี้เราจะไปสงเคราะห์ใครดีหนอ ปรากฏเห็นนายปุณณะเข้ามาในข่ายคือญาณของท่าน จึงได้เดินบิณฑบาตผ่านมาทางนั้นเพื่ออนุเคราะห์ชาวนาคนนี้ นายปุณณะเมื่อเห็นพระสารีบุตรเถระยืนอยู่ตรงหน้าของตัวเอง กุศลจิตก็เกิดขึ้นในใจของเขา เขาคิดว่า

“ วันนี้พระผู้เป็นเจ้ามาบิณฑบาตในที่ที่เรากำลังไถนา ช่างเป็นบุญเป็นกุศล เป็นโชคลาภ เป็นวาสนาของเรายิ่งนัก ที่จะได้ทำบุญใส่บาตให้กับพระผู้เป็นเจ้า เพราะที่ผ่านมานั้น เรานี้ไม่มีโอกาสได้ทำบุญสุนทรทานอะไรเลย และคงเป็นเพราะเหตุนี้ละกระมัง จึงทำให้เราเกิดมาแล้วทุกข์ยากลำบากขัดสนเงินทองเช่นนี้

“ ฉะนั้นวันนี้เราจะขอทำบุญกับพระผู้เป็นเจ้าบ้าง แต่เราจะเอาอะไรทำบุญเล่า ในเมื่อภรรยาของเราก็ยังไม่มา นอกจากน้ำบ้วนปากและไม้สีฟันแล้ว เราก็คงไม่มีอะไรทำบุญ อย่ากระนั้นเลย...เราเอาน้ำบ้วนปากและไม้สีฟันอันนี้แหละถวายพระผู้เป็นเจ้า ”

พระสารีบุตรเถระน้อมบาตรเข้าไปรับน้ำและไม้สีฟันที่นายปุณณะถวายแล้ว ก็อนุโมทนาให้ จากนั้นท่านตรวจดูด้วยญาณของท่านอีก และก็ทราบว่าขณะนี้ภรรยาของนายปุณณะกำลังนำอาหารมาส่งให้กับสามีของนาง ท่านจึงออกเดินทางมุ่งหน้าไปสู่นครราชคฤห์ อันหนทางที่ภรรยาของนายปุณณะจะต้องเดินผ่านมาพอดี นางได้พบกับพระเถระในระหว่างทางแล้ว ในใจก็คิดว่า

“ บางคราวเมื่อไทยธรรมมี เรานี้ไม่ได้พบพระผู้เป็นเจ้า บางคราวไทยธรรมไม่มี เรานี้กลับได้พบพระผู้เป็นเจ้า แต่ในวันนี้เราได้พบพระผู้เป็นเจ้าด้วย และไทยธรรมของเราก็มีด้วย พระผู้เป็นเจ้าจะสงเคราะห์เราหรือไม่หนอ ? ”

นางวางหาบกับข้าวลงแล้วหมอบลงกราบพระเถระ พร้อมกับเรียนท่านว่า

“ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ ท่านโปรดอย่าได้คิดว่าอาหารนี้เลวหรือประณีตเลย ขอพระผู้เป็นเจ้าจงได้โปรดรับอาหารบิณฑบาตนี้ เพื่อสงเคราะห์แก่ทาสผู้ยากไร้คนนี้ด้วยเถิด ”

พระสารีบุตรเถระน้อมบาตรเข้าไปรับอาหาร เมื่อภรรยาของนายปุณณะเกลี่ยอาหารลงในบาตรได้เพียงครึ่งเดียว ท่านก็เอามือปิดฝาบาตร นางจึงได้กล่าวกับท่านว่า

“ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ อาหารส่วนเดียวนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถทำให้เป็นสองส่วนได้ ท่านอย่าได้สงเคราะห์ข้าพเจ้าในโลกนี้เลย ขอพระผู้เป็นเจ้าจงสงเคราะห์ข้าพเจ้าในโลกหน้าเถิด ข้าพเจ้าขอถวายอาหารบิณฑบาตส่วนนี้ทั้งหมดแด่พระผู้เป็นเจ้า ”

จากนั้นนางก็เกลี่ยอาหารทั้งหมดลงในบาตรของพระเถระ แล้วตั้งความปรารถนาว่า

“ ขอข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งธรรมที่พระผู้เป็นเจ้าได้เห็นแล้วด้วยเถิด ”

“ ขอความหวัง ความปรารถนา ที่ท่านหวังและปรารถนาแล้วนั้น จงสำเร็จ จงสำเร็จ จงสำเร็จทุกประการเทอญ ” พระสารีบุตรเถระกล่าวอนุโมทนาแก่นาง แล้วก็เดินจากไป

เมื่อถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระเถระเสร็จแล้ว นางต้องรีบกลับไปยังบ้าน เพื่อหุงข้าวมาให้นายปุณณะใหม่อีกครั้ง ฝ่ายนายปุณณะไถนาจนเหนื่อยล้าก็ยังไม่เห็นภรรยาของตนมาสักที หิวจนทนแทบไม่ไหวจึงได้ปล่อยโคไป จากนั้นนายปุณณะก็เข้าไปพักใต้ร่มไม้รอคอยภรรยานำอาหารมาส่ง

ฝ่ายภรรยารู้สึกกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะกลัวว่านายปุณณะจะถือโทษโกรธนางที่นำอาหารมาให้ช้า หรือบางทีอาจจะทำร้ายนางก็ได้ หากว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ บุญที่เราทำไปแล้วนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์แก่เขาอย่างแน่นอน ดังนั้น...เมื่อนางมาถึง นางจึงรีบเอ่ยบอกกับสามีทันทีว่า

“ ท่านผู้เจริญ วันนี้ท่านอย่าได้ถือโทษโกรธข้าพเจ้าเลย ขอท่านจงทำจิตใจให้ผ่องใสสักวันหนึ่งเถิด ท่านอย่าได้ทำกรรมที่ข้าพเจ้าทำแล้วนั้นให้ไร้ประโยชน์ วันนี้ข้าพเจ้าได้นำอาหารมาให้ท่านแต่เช้าตรู่ แต่ในระหว่างทางข้าพเจ้าได้พบกับพระสารีบุตรเถระเข้า จึงได้ถวายภัตส่วนนั้นแก่ท่าน จากนั้นข้าพเจ้าก็รีบกลับไปยังบ้านเพื่อหุงข้าวใหม่แล้วนำมาให้ท่าน ขอท่านจงทำจิตใจให้เลื่อมใสในผลทานอันนั้นด้วยเถิด ”

“ นางผู้เจริญ เธอทำดีแล้วที่ได้ถวายทานแด่พระผู้เป็นเจ้าสารีบุตร เราไม่ถือโทษโกรธเธอหรอก แม้เราเองก็ได้ถวายน้ำบ้วนปากและไม้สีฟันให้กับพระผู้เป็นเจ้าเช่นเดียวกัน ” นายปุณณะกล่าวกับภรรยาด้วยความปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง

สองสามีภรรยามีจิตเลื่อมใสในทานที่ตนได้กระทำไปแล้วนั้น จึงก่อให้เกิดความปีติเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการไถนาบวกกับความหิว นายปุณณะจึงล้มตัวลงนอนโดยเอาศีรษะหนุนตักของภรรยาแล้วก็หลับไป

ว่ากันว่า...ใครก็ตามที่ได้ทำบุญกับพระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งออกจากนิโรธสมาบัติมาใหม่ๆ บุคคลนั้นจะได้รับผลบุญทันตาเห็น นายปุณณะนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเขาเผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยล้าสักพักหนึ่งก็ตื่นขึ้นมา จากนั้นก็เหลือบสายตามองไปที่ท้องนาที่ไถเอาไว้ ปรากฏว่าก้อนขี้ไถเหล่านั้นได้กลายเป็นทองคำเหลืองอร่าอร่ามเต็มทุ่งนาไปหมดเลย เขาไม่เชื่อสายตาของตัวเองและก็ไม่มั่นใจเลยว่า สิ่งที่เห็นนั้นมันคือความจริง จึงได้เอ่ยบอกกับภรรยาผู้เป็นคู่ชีวิตว่า

“ นางผู้เจริญ สงสัยว่าเรานี้จะเหนื่อยล้าและหิวมากจนเกินไปเป็นแน่ ตาจึงได้พร่ามัวเช่นนี้ เธอช่วยดูหน่อยเถิดว่า ก้อนขี้ไถนั้นเป็นดิน หรือเป็นทองคำกันแน่ ”

ภรรยาของเขามองไปที่ท้องนาแล้วบอกกับสามีว่า

“ ท่านผู้เจริญ ก้อนขี้ไถเหล่านั้นเป็นทองคำจริงๆ ไม่ใช่ก้อนดิน ตาของท่านมิได้พร่ามัวแต่ประการใดดอก ”

สองสามีภรรยาพากันเดินลงไปที่ท้องนา จากนั้นก็หยิบก้อนทองคำขึ้นมาดู พร้อมกับอุทานด้วยความเบิกบานใจว่า

“ โอ! ไทยธรรมที่เราถวายแล้วแด่พระผู้เป็นเจ้าสารีบุตรเถระ ได้ผลิดอกออกผลให้เราในวันนี้ทีเดียว น่าอัศจรรย์จริงหนอ แต่เราจะขนเอาทรัพย์เหล่านี้ไปไม่ได้ เพราะว่าทรัพย์ในดินสินในน้ำทั้งหมดเป็นของพระราชา ไม่ใช่ของเรา ฉะนั้นเราควรที่จะนำเรื่องนี้ไปกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ ”

ดังนั้น นายปุณณะและภรรยาจึงพากันเอาทองคำส่วนหนึ่งใส่ลงในถาดภาชนะ จากนั้นก็ไปเข้าเฝ้าพระราชา พร้อมกับทูลเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระองค์ได้ทรงทราบ และได้ทูลขอให้พระราชานี้ส่งเสนาอำมาตย์ไปขนเอาทองคำเหล่านั้นมาเก็บไว้ในคลังหลวง

พระราชาทรงรับสั่งให้เหล่าเสนาอำมาตย์นำเกวียนไปขนเอาทองคำตามคำบอกเล่าของนายปุณณะ และในขณะที่เสนาอำมาตย์เหล่านั้นกำลังขนทองคำขึ้นเกวียน ทุกคนต่างก็มีความรู้สึกนึกคิดเป็นอันเดียวกันว่า

“ ทองคำเหล่านี้เป็นของพระราชา ”

เป็นที่น่าอัศจรรย์เสียเหลือเกิน เพราะเมื่อพวกเขาคิดเช่นนั้น ทองคำก็ได้กลายเป็นก้อนดิน และเมื่อเห็นว่าเป็นก้อนดิน เหล่าเสนาอำมาตย์ก็พากันทิ้งลงไป ครั้นทิ้งลงแล้ว ก้อนดินเหล่านั้นก็กลายเป็นทองคำอีกครั้ง เมื่อยกขึ้นมาอีกก็กลายเป็นก้อนดินอีก จนแล้วจนรอด เหล่าเสนาอำมาตย์ก็ไม่สามารถที่จะนำทองคำเหล่านั้นกลับไปยังพระราชวังได้ จึงพากันกลับไปกราบทูลให้พระราชาได้ทรงทราบตามความเป็นจริง

“ ท่านเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ในขณะที่พวกท่านยกทองคำขึ้นเกวียนนั้น พวกท่านพากันคิดอย่างไรหรือ ? ” พระราชาตรัสถาม

“ ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ในขณะที่พวกข้าพระองค์ขนทองคำขึ้นเกวียนนั้น พวกข้าพระองค์คิดว่าทองคำเหล่านี้เป็นของพระราชามหากษัตริย์ ไม่ใช่ของนายปุณณะ เมื่อยกขึ้นแล้วก็กลายเป็นก้อนดิน ครั้นทิ้งลงไปก็กลายเป็นทองคำ พระเจ้าข้า ” เหล่าเสนาอำมาตย์กราบทูล

“ ท่านทั้งหลาย ขอท่านจงพากันกลับไปใหม่ และในขณะที่ท่านทั้งหลายขนทองคำขึ้นเกวียนนั้น ให้พวกท่านพากันคิดว่าทองคำเหล่านี้เป็นของนายปุณณะ ไม่ใช่ของพระราชามหากษัตริย์ ” พระราชาตรัสบอก

เมื่อเหล่าเสนาอำมาตย์ทำตามพระดำรัสของพระราชา ทองคำเหล่านั้นก็มิได้กลายเป็นก้อนดินอีกเลย พวกเขาสามารถขนเอาไปเก็บไว้ในคลังหลวงได้ทั้งหมด พระราชาทรงคิดว่า

“ ทองคำเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะบุญของนายปุณณะ ฉะนั้นควรที่จะเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว ”

จากนั้นพระองค์จึงทรงมอบทองคำเหล่านั้นทั้งหมดให้กับนายปุณณะ พร้อมกับพระราชทานที่ดินให้แก่เขา และทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งแห่งเศรษฐีประจำเมืองของพระองค์

ปุณณะเศรษฐีเมื่อมีที่ดินเป็นของตัวเองแล้ว ก็จัดแจงปลูกบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ครั้นสร้างเสร็จแล้ว ปุณณะเศรษฐีก็ได้ประกอบพิธีขึ้นบ้านใหม่ โดยนิมนต์ภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุขมาฉันภัตตาหารที่บ้าน เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงอนุโมทนา และทรงแสดงอนุปุพพีกถาให้แก่ปุณณะเศรษฐีพร้อมภรรยาและนางอุตตราฟัง เมื่อจบพระธรรมเทศนา ทั้งสามคนก็ได้บรรลุธรรมเป็นโสดาบันอริยะบุคคลชั้นต้น

จากอดีตที่ไม่มีใครจะมาใส่ใจเหลียวแลมากนัก แต่เมื่อร่ำรวยเป็นเศรษฐีผู้มีทรัพย์แล้ว ก็ย่อมเป็นที่หมายปองต้องการของคนทั้งหลายเป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตตราลูกสาวของปุณณะเศรษฐี ใครๆ ก็อยากจะได้ไปเป็นสะใภ้ในบ้านของตัวเอง จึงพากันมาสู่ขอนางเพื่อไปเป็นลูกสะใภ้กันเป็นจำนวนมาก แต่ปุณณะเศรษฐีก็หาได้ยกอุตตราลูกสาวคนนี้ให้แก่ใครคนใดคนหนึ่งไม่ เพราะเขามองรู้ว่า แต่ละคนที่มาขอนั้น ล้วนไม่เหมาะสมกับนางอุตตราเลยแม้แต่คนเดียว

จนกระทั่งสุมนเศรษฐีอดีตเจ้านายเก่าได้เข้ามาสู่ขอนาง เพื่อจะให้แต่งงานกับลูกชายของเขา ก็ถูกปุณณะเศรษฐีกล่าวปฏิเสธไม่ยอมยกลูกสาวให้ โดยอ้างเหตุผลว่า

“ ลูกชายของท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย ส่วนลูกสาวของข้าพเจ้านางขาดพระรัตนตรัยไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงไม่ปรารถนาที่จะให้เขาทั้งสองแต่งงานกัน ”

สุมนเศรษฐีเมื่อถูกลูกจ้างเก่ากล่าวปฏิเสธชนิดที่เรียกว่า ไม่ไว้หน้ากันเลย จึงจำเป็นจะต้องรำเลิกถึงบุญคุณเก่า ว่าการที่ท่านมีวันนี้ได้ ในอดีตท่านเคยอาศัยใครเขาอยู่ ท่านเคยอาศัยใครเขากิน ท่านจงอย่าได้ทะนงตัว ทำตนเหมือนวัวลืมตีนเช่นนี้เลย ขอท่านจงได้อนุญาตให้ลูกเราทั้งสองคนได้แต่งงานกันเถอะ

เมื่อสุมนเศรษฐีพูดรำเลิกถึงบุญคุณเช่นนั้น พร้อมกับถูกสหายของสุมนเศรษฐีช่วยกันพูดอ้อนวอน และเกลี้ยกล่อมมากๆ เข้า ในที่สุด ปุณณะเศรษฐีก็ใจอ่อนยอมยกลูกสาวให้แต่งงานกับลูกชายของสุมนเศรษฐี

และตามประเพณีของคนอินเดียในสมัยก่อนนั้น เมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงจะต้องไปอยู่บ้านของฝ่ายชาย อุตตรานี้ก็เช่นเดียวกัน นางได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของสามีจำเดิมที่พิธีแต่งงานได้เสร็จสิ้นลง

ตลอดระยะเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของสามี นางไม่มีโอกาสได้ทำบุญสุนทรทาน ไม่ได้เห็นหน้าพระรัตนตรัย และไม่ได้ฟังธรรมเลย เนื่องจากตระกูลของสามีเป็นมิจฉาทิฏฐิไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา นางต้องทนอยู่ด้วยความทุกข์ทรมานและอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเนื่องจากว่านางขาดพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ไม่ได้นั่นเอง เมื่อความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้น บวกกับไม่สามารถที่จะหาทางออกให้กับปัญหาอันนี้ได้ นางจึงตัดสินใจเขียนจดหมายส่งไปถึงพ่อของนาง ซึ่งข้อความในจดหมายนั้นนางบรรยายถึงความรู้สึกที่มีอยู่ในใจของนางว่า

“ การที่พ่อให้ลูกไปติดคุกติดตาราง ไปเป็นกรรมกรแบกหาม หรือไปเป็นทาสคนรับใช้ของคนอื่น ยังดีกว่าและประเสริฐเสียกว่าการมาเป็นภรรยาของเศรษฐีผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ ตั้งแต่ลูกจากบ้านมาอยู่ที่นี่ ลูกไม่เคยได้ทำบุญสุนทรทาน ไม่เคยได้ฟังธรรม และไม่เคยได้เห็นหน้าพระรัตนตรัยเลยสักครั้งเดียว หากเป็นเช่นนี้ให้ลูกตายไปเสียยังดีกว่าที่จะต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไป ”

ปุณณะเศรษฐีเมื่อได้อ่านจดหมายของลูกสาวแล้ว เขาเกิดความไม่สบายใจและรู้สึกสงสารอุตตราลูกสาวเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ส่งเงินไปให้ลูกสาว ๑๕,๐๐๐ กหาปณะ พร้อมทั้งเขียนจดหมายแนบไปบอกว่า

“ อุตตราลูกรักของพ่อ พ่อได้ส่งเงินมาให้ ๑๕,๐๐๐ กหาปณะ ลูกจงนำเงินส่วนหนึ่งนี้ไปจ้างหญิงบำเรอมาร่วมหลับนอนกับสามีของลูก อีกส่วนหนึ่งจงนำไปทำบุญตามความปรารถนาของลูก พ่อคงช่วยลูกได้เท่านี้แหละ ”

อุตตราดีใจมากเมื่อได้รับเงินและจดหมายของพ่อ นางได้นำเงินส่วนหนึ่งไปจ้างสิริมาหญิงโสเภณีผู้เลอโฉมที่สุดในนครนั้นมาร่วมหลับนอนกับสามีของนาง สิริมานี้เป็นโสเภณีที่สวยมากๆ ถ้าชายใดปรารถนาที่จะร่วมอภิรมย์กับนาง จะต้องจ่ายทรัพย์ให้นางคืนละ ๑,๐๐๐ กหาปณะ เป็นค่าตัวที่แพงที่สุดในยุคนั้นเลยก็ว่าได้

เพราะความสวยของสิริมานี้เอง จึงทำให้สามีของนางอุตตรารู้สึกพอใจและยินดีกับวิธีการของนางเป็นอย่างยิ่ง ที่ทำให้เขาได้มีโอกาสร่วมอภิรมย์กับสิริมา อุตตราดีใจมากที่สามีพึงพอใจกับวิธีการของนาง เมื่อนางจ้างสิริมาหญิงโสเภณีมาบำเรอสามีแทนแล้ว ก็เป็นเหตุให้นางมีโอกาสได้ทำบุญสุนทรทาน ได้ฟังธรรม และได้เห็นพระรัตนตรัย อุตรามีความสุขและรู้สึกสบายใจเหลือเกิน นางทำอยู่อย่างนี้เป็นเวลา ๑๕ วันจนกระทั่งลุมาถึงวันออกพรรษา

รุ่งเช้าของวันออกพรรษา สามีของนางอุตตรายืนอยู่ที่หน้าต่างมองดูภรรยาของตนเองผู้กำลังกุลีกุจอกับการทำอาหารถวายพระภิกษุสงฆ์ในครัว ซึ่งมีเนื้อตัวอันมอมแมมเปรอะเปื้อนไปด้วยเถ้าถ่าน ก็เกิดอาการขำจึงได้หัวเราะขึ้นมาพร้อมกับนึกตำหนินางในใจว่า

“ หญิงอันธพาล ปราสาทมีให้อยู่อาศัย แต่กลับไม่อยู่ ทรัพย์สมบัติมีให้ใช้สอย แต่กลับไม่ใช้สอย กลับมีใจยินดีที่จะจัดแจงของอุปัฏฐากเหล่าสมณะหัวโล้น ช่างน่าสมเพชเวทนาจริงๆ หนอ ”

ความรักมักเกิดขึ้นเพราะอาศัยการอยู่ร่วมกัน อาศัยความสนิทชิดใกล้กัน สิริมาหญิงโสเภณีผู้เลอโฉมนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อนางได้อยู่ร่วมกันใกล้ชิดกันกับสามีของนางอุตตราเป็นเวลาหลายวัน นางก็เกิดความพึงพอใจรักใคร่ในสามีของนางอุตตรา และปรารถนาที่จะได้เขามาเป็นสามีของตัวเองจริงๆ เมื่อเห็นสามีของนางอุตตรายืนหัวเราะเช่นนั้น นางก็เกิดความเข้าใจผิด คิดว่าเขาพึงพอใจรักใคร่ในตัวของนางอุตตราจึงได้หัวเราะชอบใจออกมาอย่างนั้น อกุศลจิตเกิดขึ้นในใจของสิริมา บวกกับความรักและความปรารถนาที่จะได้เขามาครอบครองเป็นสามีของตนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางก็เลยคิดที่จะกำจัดอุตตรานี้เสีย

 

เมตตาธรรม...ค้ำจุนโลก

ความรักมักทำให้คนตาบอด นางสิริมาเดินลงจากปราสาทเข้าไปในห้องครัว ด้วยจิตใจอันเดือดพล่านโกรธเคืองและขุ่นมัว เพราะถูกอกุศลเข้าครอบงำจิตใจ นางต้องการที่จะประทุษร้ายทำลายอุตตราให้เสียโฉม ในขณะที่นางเดินเข้ามาใกล้ อุตตราก็เอ่ยถามนางด้วยจิตใจอันประกอบไปด้วยเมตตาธรรมว่า

“ สิริมาเพื่อนรัก เป็นอย่างไรบ้าง อยู่บนปราสาทกับสามีของเรามีความสุขกายสบายใจดีหรือไม่ ? ”

สิริมานี้ไม่พูดพล่ามทำเพลง นางเดินย่างสามขุมเข้าไปหาอุตตรา เพื่อหวังที่จะทำร้ายอุตตราอย่างเดียว นางเดินไปที่กะทะซึ่งมีน้ำมันเดือดๆ จากนั้นก็เอาทัพพีตักน้ำมันเดือดๆ สาดใส่ที่หน้าของอุตตรา แต่อุตตราก็ทราบได้ทันทีว่า สิริมานี้มาไม่ดีแน่นอน จิตใจของอริยะบุคคลแม้จะถูกโกรธก็ไม่โกรธตอบ แม้จะถูกทำร้ายก็ไม่ทำร้ายตอบ นางได้เจริญเมตตาธรรมแผ่ไปให้แก่สิริมาด้วยคิดว่า

“ ไม่ว่าสิริมาจักคิดอะไร หรือจักทำการใดๆ กับเราก็ตามที เรานี้จะไม่ถือโทษโกรธต่อนางเลย เพราะว่าสิริมาเป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อเรามาก และเพราะการอาศัยเธอนี้เอง จึงทำให้เรามีโอกาสได้ทำบุญ ฟังธรรม และได้เห็นหน้าพระรัตนตรัย

“ จักรวาลนี้ก็ยังแคบไป พรหมโลกนี้ก็ยังต่ำไป หากเปรียบเทียบกับบุญคุณของสิริมาที่มีต่อเราแล้ว เราจะไม่ถือโทษโกรธเธอเลย ”

และด้วยอำนาจแห่งเมตตาธรรมที่อุตตราแผ่ไปนั้น น้ำมันที่เดือดๆ ก็กลายเป็นน้ำเย็นแทน สิริมาเห็นว่าน้ำมันที่ราดไปครั้งแรกนั้นไม่สามารถทำอันตรายอะไรแก่อุตตราได้ นางจึงเอาทัพพีตักน้ำมันเดือดๆ ขึ้นมาเพื่อจะราดหน้าอุตตราเป็นครั้งที่สอง แต่เผอิญว่าเหล่าคนรับใช้ของอุตตราพากันตั้งสติได้ จึงเข้าไปรุมจับนางสิริมาแล้วพากันทุบตีทำร้ายนาง

นางอุตตราเห็นคนรับใช้พากันรุมทำร้ายสิริมาเช่นนั้น จึงเข้าไปห้ามปรามเพื่อมิให้ทำร้ายสิริมาเพื่อนรัก โดยบอกว่า

“ ท่านทั้งหลายอย่าได้พากันทำร้ายสิริมาเพื่อนรักของเราเลย เพราะว่าสิริมานี้เป็นผู้มีบุญคุณกับเรามาก ถ้าหากไม่มีเธอแล้ว เราก็คงไม่มีโอกาสได้ทำบุญเป็นแน่แท้ ฉะนั้น...ท่านทั้งหลายจงหลีกไป จงอย่าได้ทำร้ายนางเลย ”

สิริมาแทบไม่เชื่อหูของตัวเองว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นมันคือความจริง เพราะผู้ที่ช่วยนางให้รอดพ้นจากการทุบตีในครั้งนี้ คือคนที่นางมุ่งจะทำร้ายเขานั่นเอง สิริมารู้สึกสำนึกผิดขึ้นมาทันที นางจึงคลานเข้าไปหาอุตตรา แล้วกราบขอโทษขออภัยต่อความผิดที่ตัวเองได้กระทำต่อนาง อุตตราจึงกล่าวว่า

“ สิริมาเพื่อนรัก ความผิดครั้งนี้เราไม่สามารถที่จะยกโทษให้กับเธอได้หรอก เธอจงไปขอโทษกับบิดาของเราเถิด และหากว่าบิดาของเรายกโทษให้แล้ว ก็เป็นอันว่าเรานี้ยกโทษให้เธอเหมือนกัน ”

“ ใครหรือ คือบิดาของท่าน ปุณณะเศรษฐีใช่หรือไม่ ? ” สิริมาถาม

“ สิริมาเพื่อนรัก ปุณณะเศรษฐีเป็นบิดาของเราในวัฏฏะเท่านั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นบิดาของเราในวิวัฏฏะ ฉะนั้น...เมื่อเธอจะขอโทษ เธอจงขอโทษกับบิดาของเรา คือพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเถิด ” อุตตราบอก

“ แต่ข้าพเจ้าไม่คุ้นเคยกับพระพุทธองค์เลย ”

“ สิริมาเพื่อนรัก ข้อนั้นไม่สำคัญหรอก พรุ่งนี้พระพุทธองค์กับภิกษุสงฆ์จะมาฉันภัตตาหารที่นี่ เธอจงถือเครื่องสักการะเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ แล้วให้พระองค์ทรงยกโทษความผิดในครั้งนี้ให้แก่เธอเถิด ” อุตตรากล่าวบอกแก่สิริมาเพื่อนรัก

รุ่งเช้าของวันใหม่ พระผู้มีพระภาคเจ้าอันมีภิกษุสงฆ์แวดล้อมก็ได้เสด็จมาทำภัตกิจที่บ้านของนางอุตตรา ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงทำภัตกิจเสร็จสิ้นแล้ว สิริมาก็เข้าไปเฝ้าหมอบลงแทบพระบาทของพระพุทธองค์ จากนั้นก็กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระองค์ทรงทราบ พร้อมกับให้พระองค์ทรงยกโทษในความผิดครั้งนี้ให้แก่นาง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสถามอุตตราว่า

“ อุตตราเอย เธอโกรธต่อสิริมาหรือไม่ ? ”

“ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระองค์มิได้มีใจโกรธเคืองต่อสิริมาเลย เพราะว่าสิริมานี้เป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อข้าพระองค์เหลือเกิน ทำให้ข้าพระองค์มีโอกาสได้ทำบุญ ฟังธรรม และได้เห็นพระรัตนตรัย

“ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ จักรวาลนี้ก็ยังแคบไป พรหมโลกนี้ก็ยังต่ำไป หากเปรียบเทียบกับบุญคุณของสิริมาที่มีต่อข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่โกรธเคืองนางเลย พระพุทธเจ้าข้า ” นางอุตตรากราบทูล

พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาสาธุการกับการกระทำของนางอุตตรา จากนั้นพระองค์ก็ได้ทรงตรัสพระธรรมเทศนาให้พุทธบริษัทฟังว่า

“ พึงชนะความโกรธ ด้วยการไม่โกรธ พึงชนะความโหด ด้วยความดี พึงชนะความตระหนี่ ด้วยการให้ พึงชนะความเหลวไหล ด้วยความจริง พึงชนะความเย่อหยิ่ง ด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน ”

สิริมาได้ฟังพระธรรมเทศนาที่พระพุทธองค์ทรงแสดง และได้พิจารณาตามเนื้อความของธรรมนั้น เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง จิตของนางก็หลุดพ้นได้บรรลุเป็นโสดาบันอริยะบุคคลชั้นต้นพอดี

จากความอำมหิตโหดร้ายกลายเป็นความสันติ ก็เพราะอาศัยความรักอันประกอบไปด้วยเมตตาธรรมของอุตตราที่มีต่อสิริมา ทำให้ความรักร้ายๆ กลายเป็นความรักดีๆ ได้ในที่สุด และพร้อมที่จะโอบอุ้มโลกและสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยการอาศัยหลักธรรมพรหมวิหาร ๔ คือเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาธรรมนั่นเอง

จากนั้นสิริมาหญิงโสเภณีผู้เลอโฉมนี้ก็ขาดพระรัตนตรัยไม่ได้เลย หลังจากที่นางได้บรรลุเป็นโสดาบันแล้ว นางมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างไม่คลอนแคลน ทุกๆ วันนางจะนิมนต์พระสงฆ์ไปรับอาหารบิณฑบาตวันละ ๘ รูป และเพราะความอร่อยความประณีตของอาหารบิณฑบาต บวกกับความสวยความงามของนางนี้เอง จึงเป็นที่ร่ำลือโจทย์ขานกันนักหนา ว่าอาหารบิณฑบาตและความงามของสิริมาประเสริฐที่สุด

พระภิกษุรูปหนึ่งได้ยินกิตติศัพท์ของนางเพียงเท่านี้ ก็เกิดความสิเน่หารักใคร่ในตัวของสิริมาขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่หน้าตาของนางก็ยังไม่เคยได้เห็นเลย แต่ท่านก็ถูกศรรักปักเข้าเต็มทรวง เพียงแค่ได้ยินกิตติศัพท์จากคำบอกเล่าจากคนอื่น

เพราะแรงแห่งความรักที่มีต่อนางสิริมา ในวันรุ่งขึ้นภิกษุรูปนั้นจึงไปรับอาหารบิณฑบาตที่บ้านของนาง โดยหวังในใจลึกๆ ว่าวันนี้เราจะได้เห็นสิริมาผู้เลอโฉม และจะได้รับอาหารบิณฑบาตอันประณีตของนาง แต่หารู้ไม่ว่า เมื่อวานนี้...หลังจากที่ใส่บาตรเสร็จแล้ว นางสิริมาก็ล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน และอาการก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถที่จะตั้งสติอยู่ได้ ถึงขนาดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ของตัวเองออกทั้งหมด

รุ่งเช้าเมื่อภิกษุมารับอาหารบิณฑบาตที่บ้านของนาง อาการไข้ของนางก็ยังไม่ดีขึ้นเลย เมื่อหญิงรับใช้ไปบอกให้ทราบ นางจึงสั่งคนใช้ให้ไปจัดแจงอาหารแล้วเอาไปใส่บาตรแทนนางที หญิงรับใช้ถวายอาหารบิณฑบาตเสร็จแล้ว ก็ย้อนกลับมาบอกให้สิริมาได้ทราบ นางจึงขอร้องให้คนรับใช้ช่วยพยุงนางไปไหว้พระภิกษุ แม้จะลุกมาใส่บาตรไม่ไหวก็ตามที ขอเพียงได้ยกมือขึ้นไหว้พระเท่านี้ก็พอ

สิริมามีตัวอันสั่นเทิ้มเพราะพิษไข้ มีผมอันยุ่งเหยิงเพราะมิได้หวีและตกแต่ง แต่ความสวยงามของนางก็มิได้ลดลงไปเลยแม้แต่นิดเดียว ภิกษุผู้หลงรักนางเมื่อเห็นนางแล้วถึงกับบ่นเพ้อออกมาว่า

“ นี่ขนาดเธอป่วยหนัก และยังปราศจากการประดับประดาตกแต่งอีกต่างหาก เธอยังงามถึงปานนี้ แล้วถ้าเธอไม่ป่วยและยังได้ประดับประดาตกแต่งอีกด้วยเล่า เธอจะงดงามปานใดหนอ ”

ครั้นเมื่อได้เห็นนางแล้ว ยิ่งทำให้ความรักของท่านที่มีต่อนางสิริมานั้นเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ ถึงกับไม่เป็นอันกินอันนอน เพราะมีจิตใจจดจ่อไปที่สิริมาเพียงอย่างเดียว เมื่อกลับมาจากบิณฑบาตแล้วท่านไม่ยอมฉันอาหารเลย เอาแต่นอนซมบ่นเพ้อรำพันถึงแต่นางสิริมา แม้เพื่อนภิกษุรูปอื่นจะมาอ้อนวอนให้ฉันอาหารอย่างไรก็ตาม ท่านก็ไม่ยอมฉัน ท่านมีความสุขกับความรักและความคิดถึงที่มีต่อสิริมา แม้จะไม่ได้ฉันอาหารก็ยังรู้สึกอิ่มและสามารถดำรงชีพอยู่ได้ ด้วยอำนาจแห่งความรัก

แต่อนิจจา...ดูเหมือนกับว่าความรักจะไม่เข้าข้างท่านเลย เพราะในเย็นวันนั้นเอง สิริมาหญิงโสเภณีผู้เลอโฉมและมีค่าตัวที่แพงที่สุดในสมัยนั้น นางได้ถึงแก่ความตายเพราะพิษไข้ และเนื่องจากนางดำรงตำแหน่งเป็นหญิงโสเภณีประจำเมืองนั้น ( คือหญิงโสเภณีในสมัยพุทธกาลนั้น จะต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าแผ่นดินเสียก่อน ถึงจะเป็นหญิงโสเภณีได้ ) พระราชาจึงรับสั่งให้เสนาอำมาตย์นำข่าวการเสียชีวิตของสิริมาไปกราบทูลให้พระพุทธองค์ได้ทรงทราบ

พระพุทธองค์ผู้ทรงฉลาดในการแสดงพระธรรมเทศนา เมื่อทรงทราบว่าสิริมาเสียชีวิต จึงมีพุทธดำรัสตรัสบอกให้พระราชาเก็บศพของนางไว้ในป่าช้าเป็นเวลา ๓ วัน แล้วจัดให้มีการอารักขาศพเป็นอย่างดี อย่าให้สุนัขหรือกามากินซากศพของนางเป็นอันขาด ครั้นเมื่อถึงวันที่ ๔ ขอพระราชาจงให้ราชบุรุษตีกลองร้องป่าวบอกข่าวแก่มหาชนว่า

“ เว้นเด็กๆ และคนชราเสียแล้ว มหาชนที่เหลือทั้งหมดจงมาดูศพของสิริมา ถ้าใครฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม จะมีความผิดถูกปรับเป็นเงินถึง ๘ กหาปณะ ”

จากนั้นให้ส่งข่าวไปกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พร้อมทั้งนิมนต์ภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธองค์เป็นประมุขมาดูศพของนางสิริมา พระพุทธองค์ทรงให้แจ้งข่าวแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

“ วันนี้เราตถาคตจะไปดูนางสิริมา ภิกษุรูปใดปรารถนาที่จะไปดูสิริมา ก็จงเตรียมตัวเดินทางไปพร้อมกับเรา ”

เพราะแรงแห่งความรักที่มันมีมากเกินคำบรรยาย ภิกษุหนุ่มผู้หลงรักนางสิริมานอนซมเพราะพิษรักเป็นเวลาถึง ๔ วัน โดยที่ไม่ยอมฉันอาหารเลยแม้แต่นิดเดียว และอาหารบิณฑบาตที่รับมาจากบ้านของนางสิริมาในวันนั้น ก็ยังคงคาอยู่ในบาตรและได้บูดขึ้นรา แต่พอได้ยินคำว่า “ ใครจะไปดูนางสิริมาบ้าง ? ” เท่านั้นแหละ ภิกษุหนุ่มรูปนี้ก็รีบลุกจากที่นอนทันที จัดแจงล้างบาตรห่มจีวรแล้วก็ร่วมเดินทางไปกับพระพุทธเจ้า

เมื่อไปถึง พระพุทธเจ้าอันภิกษุสงฆ์และพุทธบริษัทแวดล้อมเป็นบริวารได้ตรัสถามพระราชาว่า

“ ขอถวายพระพรมหาบพิตร นี่คือศพของใครหรือ ? ”

“ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ศพของนางสิริมาน้องสาวของหมอชีวก พระเจ้าข้า ” พระราชาทูลตอบ

“ สิริมาน้องสาวของหมอชีวกหรือนี่ มหาบพิตร ? ”

“ ใช่แล้ว พระเจ้าข้า ”

“ ขอถวายพระพรมหาบพิตร ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์จงรับสั่งให้ราชบุรุษตีกลองร้องป่าวไปทั่วพระนครว่า ใครปรารถนาและต้องการสิริมาไปครอบครอง จงจ่ายเงินมาหนึ่งพันกหาปณะ แล้วรับนางไปครองได้ทันที ”

พระราชาทรงรับสั่งให้ราชบุรุษกระทำตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสบอก แต่ก็ไม่มีใครรับเอานางสิริมาไปเลยแม้แต่คนเดียว พระราชาทูลเหตุการณ์ให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธองค์จึงรับสั่งให้ราชบุรุษลดราคาของนางสิริมาลงตามลำดับ จากหนึ่งพันกหาปณะ เหลือห้าร้อย สองร้อย หนึ่งร้อย ห้าสิบ สิบ หนึ่งกหาปณะตามลำดับ แต่ก็ยังไม่มีใครรับซื้อศพของนางสิริมาเลย จนในที่สุด พระราชาประกาศยกนางสิริมาให้โดยไม่ต้องซื้อขาย แต่ก็หามีใครรับเอาไปไม่ จากนั้นพระราชาจึงได้กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงดูสิริมาผู้เลอโฉม ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของมหาชน เมื่อก่อนนี้....คนทั้งหลายยอมสละทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะ เพื่อที่จะได้ร่วมอภิรมย์กับนางเพียงคืนเดียวเท่านั้น แต่บัดนี้...แม้จะรับเอาไปเปล่าๆ ก็ไม่มีใครต้องการ ร่างกายนี้ถึงความเสื่อมสิ้นไปเสียแล้วหนอ

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงดูอัตภาพอันอาดูร อันไม่มีความยั่งยืนและความมั่นคง ที่กรรม คือการกระทำตกแต่งให้วิจิตรสวยงาม มีกายเป็นแผล อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว ที่มหาชนครุ่นคิดกันโดยมาก ”

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสพระธรรมเทศนาจบลง มหาชนเป็นอันมากได้บรรลุธรรมเป็นโสดาบัน แม้ภิกษุหนุ่มรูปนั้น ผู้หลงรักและพึงพอใจในตัวของนางสิริมา ก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเหมือนกัน

 

เพราะฉะนั้น...ในนิยามของคำว่ารักแท้ จึงควรเป็นรักด้วยสมอง ด้วยสติปัญญา ควรเป็นรักที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนนอนทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น แต่ควรจะเป็นความรักที่พร้อมจะพัฒนาไปสู่ความสุขและความดีงามที่ยิ่งๆ ขึ้นไป ทั้งแก่ตนเองและมวลมนุษยชาติทุกๆ ชีวิตโดยไม่มีประมาณ ควรเป็นรักที่พร้อมจะโอบอุ้มโลกและสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ปราศจากการอาฆาตมาดร้ายทำลายล้างซึ่งกันและกัน ดั่งเช่นความรักของนางอุตตรา....

view

บริการ

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

กรอกอีเมลสมัครรับข่าว:

วิธีการสมัคร?

หน้าแรก

เรื่องราว

ข่าวสาร

กระดานสนทนา

รวมภาพ

ดาวน์โหลด

ติดต่อ

English

view