http://www.watyaichaimongkol.net
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

หน้าแรก

เรื่องราว

ข่าวสาร

กระดานสนทนา

รวมภาพ

ดาวน์โหลด

ติดต่อ

 English

พุทธศิลป์ ฯ

พุทธจริยศาสตร์ ความลับที่ซ่อนเร้นในงานพุทธศิลป์
มนตรา  เลี่ยวเส็ง
ธรรมชาติพึงสร้างให้ดอกไม้มีความหลายหลาก เพื่อดึงดูดมวลหมู่ภมรให้เข้ามาแสวงหาความรื่นรมย์ฉันใด พุทธศิลปะที่หลากหลายก็ช่วยดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาศึกษาพระธรรมได้มากขึ้นฉันนั้น                    
 - พระ ดร. วิเลโกทะ อริยะเทวะ[1] , 2551
ความสำคัญของงานพุทธศิลปะนับเป็นหัวข้อหนึ่งที่ได้รับความสนใจได้อย่างมาก จากผู้เข้าร่วมประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติและการสัมมนาทางวิชาการนานาชาติ[2]  ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันวิวัฒนาการของงานพุทธศิลป์ก็ถูกขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วและกำลังเป็นที่สนใจของสังคม สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ พุทธศิลปะแท้จริงแล้วนั้นมีความหมายที่กว้างขวางเหนือความคาดหมาย ทั้งความงดงามของธรรมชาติ ดนตรี โสตทัศนศิลป์ วรรณกรรม นาฏลีลา และภาพยนตร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสื่อธรรมะที่สำคัญที่ใช้สอนจริยธรรมให้กับผู้คนได้ดี
พระ ดร. วิเลโกทะ อริยะเทวะ ได้นำเสนอถึงบทบาทและหน้าที่ของพุทธศิลปะ ที่ช่วยถ่ายทอดหลักจริยศาสตร์ได้อย่างลึกซึ้งกว่าการบรรจุไว้แต่เพียงในรูปของตำราวิชาการ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า พุทธศิลปะมีส่วนสำคัญในการช่วยสืบสานพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้จนถึงในปัจจุบัน พร้อมกันนี้ได้ทิ้งคำถามสุดท้ายไว้ว่า สิ่งสำคัญคือคนรุ่นปัจจุบันจะใช้สื่อเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร เพื่อดึงผู้คนให้เข้ามาเรียนรู้แก่นของพระธรรม และสิ่งนี้ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพุทธศาสนิกชนทุกท่าน บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อตอบคำถามดังกล่าว พร้อมทั้งนำเสนอผลงานพุทธศิลปะของโลกยุคข้อมูลข่าวสาร ที่มีการพัฒนาพุทธศิลปะต่อยอดจากรูปแบบที่มีมาแต่เดิม เพื่อปรับรูปแบบการสื่อความหมายของจริยศาสตร์ให้เข้ากับโลกเสมือน (Internet) เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาศึกษาพระธรรมมากขึ้น[3] 

ทำไมพุทธศิลปะจึงมีความหลากหลาย?

พุทธศิลปะและสถาปัตยกรรมต่าง ๆ นั้นได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพานไปแล้วถึง 2 – 3 ศตวรรษ หรือเมื่อมีการสังฆยานาพระไตรปิฎกเกิดขึ้น ส่งผลให้การถ่ายทอดวิทยาการทางด้านพุทธศาสตร์มีรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป  ขณะที่ตำรามุ่งถ่ายทอดพุทธประวัติและชาดกต่างๆ แต่ในการถ่ายทอดหลักจริยศาสตร์กลับพบว่า ศิลปะเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดที่ได้ผลกว่า พุทธศิลปะจึงได้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ดำรงคงอยู่และสืบต่อกันมาเป็นเวลาหลายพันปีกระทั่งถึงในปัจจุบัน

ในยุคที่พุทธศาสนารุ่งเรือง วัดนอกจากจะเป็นแหล่งรวมสรรพวิชาแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการสอนจริยธรรมให้แก่ผู้คนผ่านงานพุทธศิลป์ โดยมีเครื่องมือที่สำคัญอาทิเช่น จิตรกรรมฝาผนัง รูปแกะสลัก วรรณคดีและศิลปะอื่น ๆ หากพิจารณาจากหลักฐานทางโบราณคดี อาจถือได้ว่าวัดในพุทธศาสนาเป็นต้นกำเนิดศิลปะวิทยาการแห่งโลกตะวันออกและเป็นแหล่งอารยะธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

สิ่งที่ถือเป็นพุทธศิลป์
นอกจากความงดงามทางด้านศิลปะแล้ว พุทธศาสนายังชื่นชมความงามของธรรมชาติ[4]  ทั้งป่าเขาลำเนาไพร สายน้ำไหลในแม่น้ำและลำธาร และความงดงามของถ้ำต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ดนตรีและโสตทัศนศิลป์ก็ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อถึงปรัชญาของพุทธจริยศาสตร์[5]  เพราะช่วยในการสร้างความเข้าใจเรื่องการปล่อยวางและเป็นสื่อธรรมะที่มีความลึกซึ้งเหนือกว่าคำบรรยายใด ๆ ดังนั้นพุทธประวัติที่ถูกบันทึกไว้พระไตรปิฎกกว่า 550 เรื่องจึงได้นำออกมาถ่ายทอดผ่านงานศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งจิตรกรรมฝาผนังและรูปแกะสลัก ซึ่งต่อมาจึงได้แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วทั้งทวีปเอเชีย
ในความรับรู้ทั่วไปนั้น จิตรกรรมฝาผนังได้รับการยกย่องให้เป็นสื่อธรรมะที่ทรงอิทธิพล เพราะสามารถถ่ายทอดเรื่องผลของบุญและบาปทั้งในโลกนี้และในโลกหน้าออกมาให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด  ดังนั้นการศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องราวที่ได้เขียนไว้ตามฝาผนัง จึงสามารถช่วยยกระดับจิต จนเกิดมรรคญาณให้สำเร็จความเป็นอริยบุคคลได้ต่อไป   ส่วนชาวสิงหลนั้นได้นำเอาพระสูตรต่าง ๆ มาถ่ายทอดในรูปแบบของโสตทัศนศิลป์ เพื่อให้คนส่วนใหญ่ในสังคมได้รับฟังธรรมะ ช่วยเปิดโอกาสในการเรียนรู้พระพุทธศาสนาและสร้างความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น

แหล่งรวมพุทธศิลปะและวิทยาการที่สำคัญของโลก
มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนได้แก่ พุทธวิหารโบโรบุดุร์ (Borobudur) หรือ บรมพุทโธ ที่ชวา ที่มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ หลั่งไหลมาสักการะพุทธวิหารเก่าแก่แห่งนี้ไม่ขาดสาย เพราะนอกจากจะมีประวัติในการก่อสร้างที่ยาวนานกว่า 60 ปี ภายในตัววิหารยังอุดมไปด้วยพระพุทธรูปที่สลักจากหินและจิตรกรรมฝาผนัง สะท้อนเรื่องราวพุทธจริยศาสตร์ในแง่มุมต่าง ๆ อันถือเป็นปัญญาวุฒิสำคัญของพระพุทธศาสนา การเข้าไปศึกษาเรื่องราวจากภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วิหารบรมพุทโธได้ช่วยโน้มนำจิตใจของผู้คนให้ยึดถือและปฏิบัติตามหลักธรรมะที่องค์พระสัมมาสัมพุทธะเจ้าได้ทรงสอนไว้ (ธรรมานุวัติ) โดยเฉพาะเรื่องศีล สมาธิและปัญญา
นอกจากวิหารบรมพุทโธแล้ว สถานที่ที่ได้รวมเอาสรรพวิทยาการต่าง ๆ ของพุทธศาสนายังมีอยู่อีกมากมาย อาทิเช่นที่ถ้ำอชันตา (Ajanta) แอลโลร่า (Ellora) บาจัน (Barjan) กาลา ที่ประเทศอินเดีย หรือเมืองอนุราธปุระ เมืองที่เป็นมรดกโลกที่มีอายุมากกว่า 2,500 ปี หรือที่เมืองโปโลนนารุวะ (Polonnaruwa) ที่ประเทศศรีลังกา เป็นต้น

พุทธศิลป์กับการเมือง
พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับเรื่องจริยธรรมในทางการเมืองด้วยเช่นกัน ดังที่พระสูตรได้พูดถึงเรื่องทศพิธราชธรรม Seven Conditions Preventing Decline, Four Methods of Approach and Four Wrong Paths โดยพระมหากษัตริย์องค์แรกที่น้อมนำเอาหลักการดังกล่าวไปปฏิบัติใช้คือพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ที่ต่อมาได้กลายเป็นแกนหลักในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา พระองค์ได้ทรงสร้างวัดวาอารามต่าง ๆ ขึ้นมากมาย พร้อมทั้งจัดสร้างรูปแกะสลักและภาพจิตรกรรมฝาผนัง แต่สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระสถูปสาญจี (Sanchi) โดยที่ประตูทางเข้าได้มีการแกะสลักเรื่องราวพุทธประวัติตอนพระเวชสันดรที่ยกนางมัทรีและลูกทั้งสอง - กัญหาและชาลีให้กับชูชก นอกจากนี้ยังมีตอน Chaddanta Jataka (พระโพธิสัตว์ที่เสวยชาติเป็นวานร ยอมสละชีวิตเพื่อตนเองเพื่อให้คนอื่น ๆ มีชีวิตรอดได้) และ Mahakapi Jataka (พระโพธิสัตว์ที่เสวยชาติเป็นช้างผู้ยอมสละงาของตนเพื่อปฏิบัติธรรมานุปัสนาและฝึกขันติ)
ศึกษางานพุทธศิลป์จากอดีตถึงปัจจุบัน

พุทธศิลป์ยุคแรก
หากย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษแรก ๆ หลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพานไปแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานทางด้านงานพุทธศิลปะแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นเพราะพระสงฆ์โดยเฉพาะพระสายวิปัสสนาที่เคร่งเห็นว่าศิลปะและสุนทรียศาสตร์จะนำไปสู่ความลุ่มหลงในท้ายสุด  ดังนั้นการปั้นหรือการแกะสลักจึงไม่ปรากฏให้เห็นในบวรพุทธศาสนาที่ใดเลย มีเพียงที่เดียวในวัดในสมัยนั้นอนุญาตให้พัฒนาผลงานทางศิลปะได้ นั่นคือ “ห้องสุขา”
สิ่งที่น่าสนใจที่อยู่ในรูปที่ 1 คือ ที่โถปัสสวะนั้นมีการแกะสลักพระราชวังที่สูงถึงสามชั้นไว้ลาง ๆ โดยที่ประตูของพระราชวังนั้นเจาะเป็นช่องเล็ก ๆ พอให้ปัสสาวะไหลผ่านออกไปได้ ผลงานดังกล่าวแสดงถึงกุศลจิตของคณะสงฆ์ ที่สละแล้วซึ่งกามคุณทั้งห้า ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

ภาพที่ ๑ โถปัสสวะแกะสลัก
ที่มา: สไลด์ประกอบการบรรยายเรื่องพุทธจริยศาสตร์กับงานพุทธศิลป์ โดยพระ ดร. วิเลโกทะ อริยะเทวะ, 2551

ภาพที่ ๒ โถปัสสาวะแกะสลัก
ที่มา: สไลด์ประกอบการบรรยายเรื่องพุทธจริยศาสตร์กับงานพุทธศิลป์ โดยพระ ดร. วิเลโกทะ อริยะเทวะ, 2551

มุกดาหาร – พุทธศิลป์ยุคกลาง

มุกดาหาร (Moonstone) แกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ นั้นพบเห็นได้ทั่วไปที่ประตูทางเข้าวัดหรือพระราชวังต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ศรีลังกา มุกดาหารมักนิยมนำมาแกะเป็นรูปวงกลมซ้อนกันอยู่หลายชั้น


ภาพที่ ๓ มุกดาหารแกะสลัก
                                                 ที่มา: สไลด์ประกอบการบรรยายเรื่องพุทธจริยศาสตร์กับงานพุทธศิลป์ โดยวิเลโกทะ อริยะเทวะ, 2551

จากรูปที่ชั้นแรกจะแกะเป็นรูปคบไฟ อันหมายถึงกิเลสทั้งห้าที่มอมเมาผู้คนให้ติดอยู่ในวัฏสงสาร ในลำดับถัดไปนั้นเป็นรูปสัตว์สี่ชนิด ได้แก่ ช้าง ม้า วัวและสิงโต อันหมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร (เกิด แก่ เจ็บ ตาย) ชั้นที่สามของภาพเป็นรูปเถาไม้เลื้อยที่พลิ้วไหวซ้อนกันไปมา อันหมายถึงเหตุแห่งทุกข์ ซึ่งสามารถดับได้ด้วยคุณธรรม ซึ่งจากรูปก็คือภาพหงส์เหินที่อยู่ในวงกลมที่สี่ที่อยู่ถัดไป ทั้งนี้เพราะหงส์สามารถอยู่ได้ทั้งในน้ำ บนบก และในอากาศ หงส์เหินยังหมายถึงศีลอันบริสุทธิ์ของพระภิกษุสงฆ์อีกด้วย ส่วนวงที่ห้าที่อยู่ในสุดเป็นโครงร่างของเถาไม้เลื้อยที่อยู่ในรูปแบบเรียบง่ายไม่สลับซับซ้อนนั้นหมายถึง ผลจากการฝึกจิตให้สงบนิ่ง (ดับกิเลส) และภาพที่อยู่ตรงกลางคือปัญญา นิพพานและการตรัสรู้ ซึ่งแสดงไว้ด้วยดอกบัวที่มีขนาดใหญ่


พุทธศิลป์บนอินเตอร์เน็ท – พุทธศิลป์กับแนวคิดหลังสมัยใหม่ (Post-modern)



ภาพที่ ๔ สายลมแห่งปัญญา โดย พระมหานัธนิติ  สุมโน ( นัธนิติ  มานะทัต ) วัดใหญ่ชัยมงคล
                                                                                                                                                                                          ที่มา : http://dhamma.exteen.com ,2551

โจทย์:
พุทธศิลป์ในรูปของขวัญขึ้นบ้านใหม่ (เปิดเว็บไซด์ใหม่)
ของขวัญขึ้นบ้านใหม่กล่องใหญ่นี้เมื่อแกะออกมาพบว่า ข้างในเป็นของชิ้นหนึ่งที่เขียนว่า
“Wisdom sails with wind. Winds of wisdom would silently blow the candle of learning to mankind.” (สายลมแห่งปัญญาจะพัดพาปัญญาไปสู่ผองชน)
ถ้าดูให้ดีในนั้นยังมีกล่องเล็ก ๆ อีกกล่องหนึ่งซ่อนอยู่ พอแกะออกมาจะพบว่า 
“Wisdom sails with wind and time. Winds of wisdom would silently blow the candle of learning to mankind. Time would reveal the secret of life that the higher you climb on the mountain, the harder the wind blows.” (นอกจากสายลมแล้วต้องอาศัยเวลาที่จะพัดพาปัญญาไปสู่ผองชน เวลาจะเปิดเผยความจริงของชีวิตว่า ยิ่งปีนขึ้นภูเขาสูงขึ้นเท่าไหร่ สายลมยิ่งโหมกระหน่ำแรงยิ่งขึ้นเท่านั้น)
และในกล่องเล็ก ๆ นั้นมีกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนไว้ว่า
“Thousands of candles can be lit from a single candle. So the life of the candle will not be shortened.” (เทียนนับล้านที่ถูกจุดขึ้นต่อ ๆ กันไป ต่างเป็นเชื้อไฟของเทียนเล่มแรก และยังจะคงถูกจุดต่อเนื่องกันไปอย่างมิมีวันดับ)

เฉลย: แผ่นกระดาษที่อยู่ในสุดนั้นคือ พระพุทธเปรียบเสมือนเทียนเล่มแรกที่ให้ความสว่าง ช่วยคนให้พ้นจากอวิชา ซึ่งจากภาพก็คือสีดำ หรือความมืดของรัตติกาล พระพุทธนั้นอยู่ภายในกล่องเล็ก ๆ ซึ่งก็คือพระธรรม หรือความจริงและเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ค้นหาเอง จากรูปแสดงด้วยกรอบรูปสีดำที่มีเทียนหลายเล่มอยู่ภายใน หรือที่ภาษาสมัยใหม่เรียกกล่องดำ (Black Box) พระธรรมในที่นี้คือเรื่อง ของเวลาที่พบว่า ยิ่งปีนขึ้นภูเขาสูงขึ้นเท่าไหร่ สายลมยิ่งโหมกระหน่ำแรงยิ่งขึ้นเท่านั้น อันหมายถึง เมื่อสายลมพัดพาเปลวไฟแห่งความรู้ไปสู่ผองชน บทเรียนจะต้องทวีความยากมากขึ้นเมื่อปฏิบัติในขั้นที่สูงขึ้นไป ส่วนกล่องใหญ่ที่อยู่ภายนอกก็คือพระสงฆ์ ซึ่งท่านให้นิยามว่าเป็นสายลมที่ไร้ตัวตน ที่พัดพาปัญญาไปสู่ผองชน ทำให้เทียนเล่มแล้วเล่มเล่าถูกจุดต่อ ๆ กันไปอย่างไม่สิ้นสุด เพื่อธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา และทำให้อวิชาหรือความมืดมิดหมดไป นอกจากนี้สายลมแห่งปัญญาอาจหมายถึง คนที่ได้เข้ามาเรียนรู้ผลงานธรรม ณ ที่แห่งนี้ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งผ่านความรู้นี้ไปกับคนอื่น ๆ ในสังคม กระทั่งความรู้แผ่กว้างออกไปแบบไร้พรมแดน

บทส่งท้าย
วิวัฒนาการของงานพุทธศิลป์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะแนวคิดหลังสมัยใหม่ (บ้างก็เรียกกันว่า แนวคิดนอกคอก) มีพลังในการช่วยประยุกต์ใช้ธรรมะให้เข้ากับบริบทที่เปลี่ยนไปของสังคม พุทธศิลป์ของแนวคิดหลังสมัยใหม่นี้กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วไป โดยเฉพาะสังคมในโลกเสมือนที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม บริบทของสังคมที่เปลี่ยนไปทำให้พุทธศิลป์ในยุคต่าง ๆ ต้องกำกับด้วยการช่วยตีความหมาย วาทกรรมและการคิดใหม่ (Rethink) เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึกและความดื่มด่ำในพุทธศิลปะ (Buddhist Art Appreciation) ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนเริ่มต้นสนใจค้นหาธรรมะที่ซ่อนอยู่ภายใน นอกจากนี้วาทกรรมยังช่วยทำนุบำรุงผลงานพุทธศิลป์ให้คงอยู่ตลอดไป เพื่อรับใช้งานด้านการสอนพุทธจริยศาสตร์ให้กับคนในสังคม ดังนั้นรูปแบบพุทธศิลป์และอำนาจในการประยุกต์ใช้ควรต้องมีความหลากหลาย เพื่อจุดประกายให้คนหันมาตระหนักเห็นถึงความสำคัญของการดำเนินชีวิตตามหลักพุทธจริยศาสตร์ที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ และนี่ถือเป็นความรับผิดชอบของพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ไปวัดครั้งหน้า อย่าลืมศึกษาความลับที่ซ่อนเร้นในงานพุทธศิลป์ที่อยู่รอบตัว

หมายเหตุ
[1] Venerable Dr. Wilegoda Ariyadeva หัวหน้าภาควิชาพุทธศาสตร์ศึกษาและภาษาบาลี มหาวิทยาลัย รูฮูนา ประเทศศรีลังกา

[2] การประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติและการสัมมนาทางวิชาการ นานาชาติ ครั้งที่ 1 เรื่องพระพุทธศาสนากับจริยศาสตร์ เมื่อวันที่ 13 -15 กันยายน 2551 ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เป็นการรวมตัวของนักปราชญ์ ศาสตราจารย์ อธิบการบดีของมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา พระเถรานุเถระ และนักศึกษาจากทั่วโลกมากกว่าสองพันคน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวคิดและ ผลงานวิจัยเรื่องพุทธจริยศาสตร์ในแง่มุมต่าง ๆ เช่น พุทธจริยศาสตร์กับวรรณคดี พุทธจริยศาสตร์กับเศรษฐศาสตร์ พุทธจริยศาสตร์กับวิทยาศาสตร์เป็นต้น ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ได้จากการประชุมนำไปสู่การขับเคลื่อนให้พุทธ จริยศาสตร์เป็นหัวใจของการพัฒนาของโลกสมัยใหม่ รวมทั้งช่วยสร้างจุดยืนของแนวคิดดังกล่าวร่วมกันเชิงบูรณาการกับวิธีการ ปฏิบัติจากที่ต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก


[3] โปรดดูรายละเอียดใน http://dhamweb.exteen.com วาทกรรมธรรมะที่เกิดจากการผลิตซ้ำขององค์ความรู้เดิม และประยุกต์ใช้ในการอธิบายสถานการณ์ทางสังคมต่าง ๆ พร้อมกับเสนอทางออกตามแนวพุทธจริยศาสตร์ ด้วยภาษาพูดของคนรุ่นใหม่ ทำให้เข้าถึงกลุ่มเยาวชนและคนทำงานได้เป็นอย่างดี

[4] อนึ่งการชื่นชมในความงามดังกล่าวเป็นเพียงปีติสุข มิได้เกิดจากความอยากหรือความต้องการ (Passion) อันนำไปสู่การยึดติดในกาม (Addiction) ซึ่งขัดกลับหลักอริยัจสัจสี่ (Four Noble Truths) แต่อย่างใด หากแต่พระพุทธศาสนาได้ชื่นชมความงามของธรรมชาติโดยเปรียบความปีติสุขที่เกิดขึ้นนั้น เหมือนความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ที่ผู้ที่ยังติดอยู่ในโลกีย์วิสัยมิอาจเข้าถึงความงดงามดังกล่าวได้ (Delightful are the forests where worldings delight not) นอกจากความงามของธรรมชาติแล้ว ในพระไตรปิฎกเองยังได้มีการหยิบยกเอาเครื่องดนตรีมาใช้ในการเปรียบเทียบการเดินทางสายกลางหรือมัชฉิมาปทิปทา โดยได้กล่าวว่า เหมือนสายพิณที่ต้องไม่ตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไป ดังนั้นในบางประเทศจึงมีการนำดนตรีมาใช้ประกอบการสวดมนต์หรือการทำวัตรด้วยเช่นกัน

[5] เช่นเรื่องทาน คุณธรรม เมตตาธรรม วินัยปฏิบัติ อุเบกขา ปิติสุข ศีลห้า และขันติธรรม เป็นต้น


 
view

บริการ

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

กรอกอีเมลสมัครรับข่าว:

วิธีการสมัคร?

หน้าแรก

เรื่องราว

ข่าวสาร

กระดานสนทนา

รวมภาพ

ดาวน์โหลด

ติดต่อ

English

view